Chiyuu Medical Knowledge Magazine (2009.01) Part 1
Talking with Kodama Kiyoshi
F = Fukuyama K = Kodama
K: ผมฟังซิงเกิ้ลล่าสุด “Sou ~New love new world ~” ของคุณแล้วนะ นอกจากการเป็นนักดนตรีแล้ว คุณยังทำอย่างอื่นอีกเยอะแยะเลย นักร้อง นักแต่งเพลง แสดงหนัง ละคร โปรดิวเซอร์ ช่างภาพ แล้วก็จัดรายการวิทยุ
F: จริงๆ แล้วที่ผมทำนี่ โดยพื้นฐานแล้วเหมือนกันครับ ต่างกันที่โปรดักส์ที่ออกมาเท่านั้น
K: ผมคิดว่างานหลักของคุณ คือ นักดนตรี ใช่ไหมครับ?
F: ใช่ครับ เพราะว่างานหลักของบริษัทต้นสังกัดผมคือการทำเพลงครับ จะพูดว่ายังไงดี….เหมือนกับว่า “เป็นครอบครัวที่ผมแต่งงานเข้าไปอยู่ด้วย” น่ะครับ เป็นความบังเอิญในเวลานั้นของผมที่เจอเข้ากับที่นี่ ถ้าหากว่าผมไปอยู่ที่ที่ผลิตงานที่ต่างออกไป เวลานี้ผมก็อาจจะทำในสิ่งที่ต่างไปจากตอนนี้อยู่ก็ได้
K: ตอนเริ่มต้นนี่คุณสมัครเข้ามาแล้วก็ผ่านการคัดเลือกจาก “ครอบครัวที่คุณแต่งงานด้วย” นี่ใช่ไหม?
F: ครับ มากกว่า 20 ปีมาแล้ว
K: ไลฟ์โชว์ครั้งแรกตอนเดบิวต์ของคุณ จำนวนคนดูเท่ากับศูนย์ แต่ดูจำนวนคนดูคอนเสิร์ตของคุณตอนนี้สิ ชั้นหนึ่งจริงๆ !
F: ใช่ครับ คนที่อยู่ดูตอนนั้นก็มีแต่สต๊าฟ ส่วนคนดูเป็นศูนย์ (หัวเราะ)
K: งั้น จากจุดเริ่มต้นที่มีค่าเท่ากับศูนย์ ผ่านมา 20 ปี ตอนนี้คุณกำลังจะแสดงเป็น ซากาโมโตะ เรียวมะ (Sakamoto Ryoma) ใน NHK ไทกะดราม่า
F: นั่นก็เพราะว่าโคดามะซังเอาแต่บอกผมว่า “เล่นเรียวมะสิ เล่นเรียวมะ!” ผมเลยตัดสินใจรับเล่น เพราะถูก “กดดัน” จากโคดามะซังครับ (หัวเราะ) ไม่หรอกครับ จริงๆ แล้ว ไม่ใช่โคดามะซังหรอกที่พูดแบบนั้น
K: ฮ่าฮ่าฮ่า “กดดัน” คุณงั้นเหรอ ผมไม่ได้ทำอย่างนั้นสักหน่อย ผมแค่หวังไว้ในใจเท่านั้นเองว่าคุณน่าจะเล่นเป็นเรียวมะได้
F: แน่นอนว่าบทเรียวมะนี้ไม่ง่ายเลย เพราะว่าท่านเป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง และก็ยังเป็นที่รู้จักนับถือของคนทั่วไปในทุกๆ วัย ทุกๆ ระดับ
K : ก่อนหน้านี้ก็มีนักแสดงหลายคนที่เคยเล่นเป็นเรียวมะมาก่อน เรียกได้ว่าเป็นบทบาทที่คนญี่ปุ่นชอบมากที่สุดเลยทีเดียว
F : มีความคิดเห็นและการตีความที่แตกต่างกันออกไปเยอะแยะมากมายครับ ความรู้สึกของทุกคนที่มีต่อท่านน่าจะคล้ายๆกับว่าเป็นที่เคารพนับถือเหมือนเป็น “ปูชนียบุคคล” ดังนั้น ไม่ว่าใครก็ตามที่มารับบทนี้ก็ต้องเสี่ยงกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะสมจากคนอื่นด้วยเหมือนกันทั้งนั้น และก็เป็นความจริงว่าตัวผมเองก็ต้องโดนด้วยเช่นกันว่าไม่เหมาะ ก็เลยเป็นการบ้านที่จะต้องกลับไปนั่งประเมินดูว่าจะเล่นบทเรียวมะที่คนมองว่าไม่เหมาะนี้ยังไงให้เป็นที่ยอมรับได้ แต่แน่นอนว่าไม่มีทางที่ผมจะสามารถเล่นเป็นเรียวมะในแบบที่ทำให้ตรงกับใจของทุกๆ คนได้แน่ๆ
K: ก็จริง แต่คุณรู้ไหมว่าว่าคุณมีความเป็นผู้ชายอยู่ในตัวสูงมาก ที่ผมคิดว่าคนอื่นๆ ทั่วไปไม่เคยรู้มาก่อน ผมรู้สึกได้ตอนที่เล่นเรื่อง “Bijo ka Yaju” (Beauty or Beast, เก่งนักรักซะเลย) ด้วยกัน ตอนนั้นนะ ผมคิดว่า “…คนๆนี้ ตัวตนข้างในกับภายนอกที่คนเห็นนี่ไม่เหมือนกันเลย ทำให้ผมเชื่อแล้วก็หวังไว้ว่าคุณน่าจะเล่นเป็นเรียวมะได้
F: คุณกำลังจะบอกว่าผมดูเป็นคนประเภท “โอนอ่อนผ่อนตาม” ใช่ไหมครับ หมายถึงว่า ไม่ค่อยมีปากมีเสียงสักเท่าไหร่ ตามลมไปได้สบายๆ ไอ้นี่แหล่ะทำให้ชีวิตผมไม่ยุ่งยาก (หัวเราะ) พูดจริงๆแล้ว ผมเป็นคนรั้นมาก
K: ใช่เลย “โอนอ่อนผ่อนตาม” นี่เป็นสิ่งที่คุณแสดงออกให้คนเห็น แต่ที่จริงแล้ว หัวแข็ง (หัวเราะ)
F: ใจแคบ โลกแคบ แล้วก็ยังงี่เง่าอีกด้วย…
K: นั่นคือสิ่งที่คุณคิดเกี่ยวกับตัวเอง?
F: ตอนที่ผมมาอยู่ที่โตเกียว ช่วงที่ผมเพิ่งเดบิวต์นั่นแหล่ะที่ผมรู้สึกว่าผมไม่มีอะไรเลย! ที่บ้านเกิดผมมีวงของตัวเองแล้วก็มั่นใจอย่างสุดๆแล้ว ตอนที่คนบอกว่า “เจ้านั่นมันเล่นกีต้าร์ได้จริงๆ!” แต่พอเห็นเซลแมนในร้านขายเครื่องดนตรีในโตเกียว ซึ่ง…นั่นมันเจ๋งสุดๆไปเลยนี่นา (หัวเราะ) แล้วพอตอนที่ผมผ่านการออดิชั่นแล้ว ก็บอกกับทางบริษัทไปว่า อยากจะทำงานเพลง พวกเขาก็ตอบกลับมาว่า งั้น เจอกันครั้งหน้าเอาเพลงที่นายเขียนมาด้วย! ตอนนั้นเองที่ผมเพิ่งเข้าใจว่า ผมไม่เคยแต่งเพลงอะไรมาก่อนเลย สุดยอดแห่งความงี่เง่าอย่างแท้จริง! (หัวเราะ)
K: นั่นงี่เง่าจริงล่ะ แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ดีนะ
F: ผมต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมผมตอนนี้ผมมองมันในแง่ที่แตกต่างออกไป ผมคิดว่าตัวเองเป็นเหมือน “กล่อง” ใบหนึ่งที่คอยรองรับแต่ละสิ่งที่เข้ามา การที่บอกว่า “ผมอยากจะเล่นแต่บทแบบนี้” หรือ “ผมอยากจะทำแต่เพลงแบบนี้” ผมต้องเหวี่ยงอคติส่วนตัวทิ้งไปก่อน ผลก็คือ การได้ลองเผชิญหน้ากับสิ่งที่เข้ามา และผมก็มีความเชื่อว่า “มันจะต้องมีทางไปได้อยู่แน่ๆ” ทำให้พร้อมที่จะลองทำดูทุกอย่าง และด้วยเหตุผลบางประการ ตามทางของผมตอนนี้ก็ คือ การกลายเป็น “เรียวมะ” (หัวเราะ)
K: ดูเหมือนว่าคุณข้องใจและเป็นกังวลอยู่นานมาก ก่อนที่จะตัดสินใจรับเล่น
F: ใช้เวลานานมากครับกว่าที่ผมจะตัดสินใจได้ ต้องขอโทษจริงๆ ที่ทำให้ทุกคนต้องรอ
K: ผู้กำกับ Ryomaden เป็นลูกเขยผมเอง ตอนที่รู้ว่าเขาหวังไว้สุดๆว่า “ฟุคุยาม่าซังน่าจะมาเล่นเป็นเรียวมะ” ได้นั้นผมดีใจมาก เพราะนั่นก็เป็นเรื่องที่ผมเห็นด้วยอยู่เหมือนกัน ผมเลยบอกว่า “นอกจากฟุคุยาม่าซัง ก็ไม่มีใครอีกแล้วล่ะ!” ผมถึงกับเคยยุให้เขาหมั่นไปโน้มน้าวคุณเข้าไว้ เพราะว่ายังไม่สามารถบอกความคิดของผมให้คุณรู้ตรงๆ ได้ตอนนั้น ก็เลยได้แต่นึกอยู่ในใจว่า “ฟุคุยาม่าซังช่วยฟังรายละเอียดจากเขาหน่อยเถอะนะ” ตอนที่ผมได้ยินลูกเขยบอกว่าคุณ “ตกลงยอมรับเล่นแล้ว” ผมดีใจสุดๆไปเลย!
F: ความคิดเห็นของโคดามะซังที่ว่าบทเรียวมะนั้นน่าจะเป็นผม เป็นองค์ประกอบหลักเลยครับที่ทำให้ผมตัดสินใจรับเล่น เพราะในวงการบันเทิงญี่ปุ่นที่ภายนอกดูเหมือนสวยงามนี้ โคดามะซังถือเป็นรุ่นพี่ที่ผมเคารพนับถือและไว้วางใจมากครับ
K: แหม ผมดีใจจนอยากจะร้องไห้จริงๆ
F: ครั้งแรกที่ลูกเขยของคุณเข้ามาหาผมแล้วก็บอกว่าอยากให้ผมมาเล่นเป็นเรียวมะ เขาพยายามโน้มน้าวบอกว่า “คุณน่าจะรับเล่นนะ” “นอกจากคุณก็ไม่มีใครอีกแล้ว” ตอนนั้นผมยังสงสัยว่า “คุณหมายความตามที่พูดจริงหรือเปล่าเนี่ย?” แต่อาจจะเป็นเพราะว่าผู้กำกับเป็นลูกเขยของโคดามะซัง ทำให้ผมรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของโคดามะซังที่ผ่านมาทางเขา และก็สามารถที่จะเข้าใจถึงความตั้งใจจริงของผู้กำกับได้ ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องของ “โชคชะตา” และความประจวบเหมาะอะไรหลายๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยน่ะครับ
K: และบ้านเกิดของคุณก็อยู่ที่นางาซากิ
F: ยิ่งอายุมากขึ้น ก็ยิ่งคิดถึงบ้านเกิด ผมสังเกตว่าความรู้สึกนี้เพิ่มมากขึ้นทุกวัน เพราะว่าทั้งพ่อแม่และก็ปู่ย่าตายายของผมอยู่ที่นั่น เป็นที่ที่ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ และเพราะสังคมและเศรษฐกิจของที่นั่นที่ทำให้ผมเติบโตมาได้เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ สิ่งที่ผมได้รับมาที่ฝังอยู่ในสายเลือด ผมควรส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป และตอนนี้อายุผมก็เกือบจะ 40 แล้ว มุมมองความคิดอะไรต่างๆ ก็เปลี่ยนไปด้วยครับ
K: ผมคิดว่าคุณมีอิมเมจเดียวกับเรียวมะอยู่ ที่คุณต้องทำก็แค่มองลงไปในตัวตนที่มีอยู่แล้ว และก็เล่นเป็นเรียวมะในแบบที่เป็นของคุณเอง
F: เรียวมะมีชาติกำเนิดเป็นซามูไรบ้านนอก ไม่ได้มีเชื้อสายตระกูลที่สูงส่ง ตอนที่เขาแยกจากพวกพ้องเพื่อเปิดสายตาออกไปสู่โลกกว้าง คุณจะเรียกเขาว่า “คนที่ตัดตัวเองออกจากกลุ่ม” หรืออาจจะเป็น “คนที่ไม่อยู่ใต้ข้อผูกมัดใดๆ” ก็ได้ ในตอนนี้ผมคิดว่ายังเรียนรู้เกี่ยวกับเรียวมะได้ไม่มากพอ ก็เลยรู้สึกว่าอาจจะยังพูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเขาได้ไม่ดีนัก แต่ถ้าหากว่าผมสามารถที่จะแสดงความเห็นอย่างอิสระได้ ผมอยากบอกว่า เขาน่าจะเป็นคนที่ไม่ได้คิดอะไรให้มันซีเรียสจนเกินไปนัก! (หัวเราะ)
K: OK ผมพอจะเข้าใจว่าคุณหมายความว่าอะไร (หัวเราะ)
F: เขามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ญี่ปุ่น แล้วก็อุทิศตลอดทั้งชีวิตเพื่อการนั้น แต่การตัดสินใจที่จะแยกออกจากพวกพ้องดูเหมือนกับว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งที่อยากลองดูว่าจะชนะไหม (บางทีเขามักแสดงออกทำนองว่า “อย่ากลัวไปเลย ปัญหามาเมื่อไหร่ ก็จัดการเมื่อนั้น”) และก็ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ผมคิดว่าเขาไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย (เรียกได้ว่ามีความรอบคอบระมัดระวังในความคิด)
K: คุณมีมุมมองที่ดีมาก งั้นถ้ามองในแง่บวก เรียวมะก็น่าจะเป็นคนที่ “ดูสบายๆ”
F: ใช่ครับ แบบนั้นเลย “ดูสบายๆ” ซึ่งคนทั่วไปมักอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนประเภทนี้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคนเรามักจะนั่งเปิดอกคุยกันตอนนั่งดื่มด้วยกันไงครับ เรียวมะน่าจะทำให้คนรู้สึกว่าเขามีภาพพจน์แบบ “คนๆ นี้คงไม่ได้ตั้งใจจะเก็บรายละเอียดอะไรให้มากนักหรอก บางทีเราน่าจะระบายออกถึงสิ่งที่อยู่ข้างในลึกๆ ให้ฟังได้”
K: ผมคิดว่านั่นเป็นเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ของเขาเลยล่ะ ทำให้เขาเป็นที่ดึงดูดใจของผู้คนมากเป็นพิเศษ เหมือนกับ โรแนล เรแกน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ที่เคยเป็นนักแสดงมาก่อน เรียกว่าแทบไม่มีคู่แข่งเลยแล้วก็ชนะคะแนนมาอย่างถล่มทะลาย บางคนยังคิดว่าเขาเป็นประธานาธิบดีที่สุดของสหรัฐมาจนทุกวันนี้ ผมสงสัยมากว่าเขาเป็นคนยังไง เลยไปอ่านหนังสือชีวประวัติ “Dutch” ของเขาดู สรุปแล้วก็คือ เขาเป็นคนที่มีเสน่ห์มากจริงๆ คนรอบๆ ตัวเขา รวมทั้งบรรดาคณะรัฐมนตรี แค่เขาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าก็รู้สึกได้ว่าสุขใจแล้ว ผมคิดว่าฟุคุยาม่าซังก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันนะ
F: หือ? จริงเหรอครับ? เป็นอย่างนั้นหรือครับ?
K: ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง ก็วิจารณ์ไม่ออกใช่ไหมล่ะ! (หัวเราะ) แต่ผมคิดว่าคุณมีสิ่งที่เรียกว่า “แรงดึงดูดใจ” ที่ชวนให้ผู้คนรู้สึกสนใจอยู่ คนที่เข้ามาคุยกับคุณ ตอนแรกอาจจะรู้สึกได้ถึงความสุภาพ และค่อนข้างเกรงใจแต่เมื่อคุยกันไปสักพัก คุณก็มักจะทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่คุณพูดเป็นแบบนั้นจริงๆ
F: ผมอยู่ในวงการมา 20 ปี และคนที่ผมคิดว่าเป็นพันธมิตรของผมก็คือโคดามะซัง กับลิลี่ซัง (Lily Franky) (หัวเราะ) เอ๊ะ ทำไมผมถึงไม่อยู่ด้วยตอนสัมภาษณ์นี่น่ะ (ชี้ไปที่บทสัมภาษณ์ระหว่างโคดามะซัง กับลิลี่ซัง ที่ลง Chiyuu ฉบับที่ 9) เหลือเชื่อแฮะ
K: เราคุยกันถึงฟุคุยาม่าซังด้วย วันนั้นลิลี่ซังผูกไทด์มา ผมรู้สึกว่าเป็นเกียรติมาก หลังจากคุยกันแล้ว ผมยังถามคนของสำนักพิมพ์ว่า “เคยเห็นลิลี่ซังผูกไทด์มาก่อนหรือเปล่า? (หัวเราะ) หาดูได้ยากมาก เลยรู้สึกผิดนิดหน่อยที่ทำให้เขาต้องยุ่งยาก
F: ลิลี่ซังกับเนคไทด์ หาดูได้ยากจริงๆ นะเนี่ย! (หัวเราะ)
K: ผมเคยอ่านสัมภาษณ์ เขาบอกว่า “ถึงแม้จะเป็น ชิเงะ ชิโนมิซัง ผมก็คงมาไม่ตรงเวลาหรอก” อย่างที่รู้กันว่าลิลี่ซังจะมาสายเป็นปกติ แต่วันนั้นที่คุยกัน เขามาถึงก่อนเวลาซะอีก ผมช็อคไปเลยนะ แต่ก็นับถือน้ำใจเขาด้วย ตอนนั้นเลยคิดว่า “ลิลี่ซังนี่ช่างเป็นคนดีจริงๆ” (หัวเราะ)
F: มาก่อนเวลาอีกหรือครับ มหัศจรรย์มาก! เพราะมีงานทีไร ลิลี่ซังจะสายตลอด แต่พอตอนนัดไปดื่มกัน เขาไปถึงก่อนผมอีก (หัวเราะ)
K: เออ เป็นแบบนั้นแหล่ะ (หัวเราะ) วันนั้นคุยกันสนุกมากจริงๆ บรรยากาศเหมือนกับวันนี้ ลิลิ่ซังเป็นคนตรงๆ แล้วก็เป็นกันเองมาก กลับมาที่เรื่องเล่นเรียวมะต่อ ผมคิดว่าเหมาะมากจริงๆนะ เพราะความประทับใจแรกที่มีต่อคุณก็ คือ เป็นคนที่ดูเหมือน “สบายๆ” ไม่ได้ให้ภาพลักษณ์ที่เคร่งเครียดกับอะไรจนเกินไปนัก แต่ลึกลงไปแล้ว คุณทำตามสิ่งที่มุ่งหวังอย่างแรงกล้าและไม่เคยยอมแพ้ อันนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าคนอื่นๆ ไม่ค่อยมีโอกาสได้มองเห็น
F: โอ้ เปล่าเลยครับ คงไม่ขนาดนั้น ความจริงแล้วผมนี่น่าจะเป็นพวก “สบายๆ เพราะขี้เกียจ(จะเอาใจใส่)” มากกว่า (หัวเราะ)
To be Continued.
This is a Thai version of the article translated in English by izumisano at MashaPlus [dot] Info Forums from original Japanese article translated into Chinese by Midori at Fukuyama Honne (Articles 4590, 4618, 4635, 4695 & 4715) The English translation is available here Part 1 & Part 2.

Thanks 4 your informative posts…