โตเกียวทาวเวอร์: บทที่ 2
โตเกียวทาวเวอร์ ~ ผมกับรายการวิทยุและแม่ในบางครั้งคราว ~
ฤดูใบไม้ร่วงปี 1988 การคัดเลือกผู้แสดงในหนังฉลองครบรอบ 10 ปี ของ Amuse
เด็กหนุ่มคนหนึ่งเพิ่งมาถึงพร้อมกับกีต้าร์ ณ สถานที่ที่การคัดเลือกรอบสุดท้ายกำลังจะเลิก ในสภาพเหนื่อยหอบ
“ผ..ผม ฟุคุยาม่า มาชาฮารุ อายุ 19 ปี*” (*สำเนียงนางาซากิ)
นี่คือเรื่องราวการเดินทางครั้งสำคัญของเด็กหนุ่มอายุ 18 ปี จากบ้านเกิดที่นางาซากิ จนกลายมาเป็น “สมบัติของวงการวิทยุ” ที่โตเกียว ในอีก 20 ปีต่อมา
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
หลังจากหลายชั่วโมงผ่านไปบนรถไฟสีน้ำเงินที่แกว่งไกวไปมา ผมก็มาถึงโตเกียว และมุ่งหน้าไปที่่สถานีฮาจิมะ (拝島駅) ที่เพื่อนของผมอยู่ เราเกิดวันเดียวกัน กรุ๊ปเลือดเดียวกัน และยังเรียนหนังสือห้องเดียวกันมาร่วม 3 ปี ตอนนี้ ผมได้ยินมาว่าเขาไปเป็นผู้จัดการไนท์คลับหรือบาร์อยู่ที่ไหนสักแห่งในโตเกียว เขาเคยยืมเงินผมไปสองสามล้านเยน ก่อนจะหายตัวไปในที่สุด
หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านั้น ที่ผมตัดสินใจว่าจะไปพักอยู่กับเขา ก็เลยโทรศัพท์ไปหาจากนางาซากิ
“ฉันกำลังจะไปโตเกียว ต้องไปรบกวนขออยู่กับนายสักพักหนึ่ง หวังว่าคงจะได้นะ”
“โอเค ที่บ้านฉันมีลอฟท์อยู่ ไม่มีปัญหา!”
คำว่า “ลอฟท์” ทำให้ผมนึกภาพบ้านในฝันที่เห็นตามละครที่ดูในเวลานั้นออกมาทีเดียว “โตเกียวนี่ช่างแตกต่างจริงๆ” ผมคิด เมื่อมาถึงบ้านของเพื่อน และมองผ่านประตูเข้าไป “ลอฟท์” ที่ว่านั่นคือ พื้นที่สูงขนาด 50 ซม. กว้าง 70 ซม. และลึกขนาด 180 ซม. สำหรับเก็บฟูกและผ้าห่ม
“เนี่ยนะ ลอฟท์ ของนาย”
“ใช่”
“…ดูเหมือนแคบไปหน่อยนะ”
“ใช่แล้วน่า นี่แหล่ะ ที่นายจะต้องนอนจากนี้ล่ะ”
และด้วยความมีน้ำใจ (?) ของเพื่อน ผมก็เลยได้ใช้เวลาคืนนั้นอยู่ใน “ห้อง” ของผม ซึ่งเล็กจนกระทั่งไม่สามารถนอนลงได้อย่างสะดวก แถมการที่ต้องบีบเนื้อบีบตัวอยู่ในนั้น ทำให้ผมใช้เวลายาวนานเป็นชาติกว่าจะหลับลง และเมื่อเผลอลุกขึ้นมาในตอนเช้าตามปกติ หัวก็โขกเข้าให้อย่างจังกับหลังคาห้อง
“พูดเป็นเล่นหรือไง งั้นนายมาลองนอนตรงนี้ดูเองสิ!”
ดังนั้นในวันต่อมา ไม่ต้องพูดให้มากความ สงครามการต่อสู้แย่งชิงเตียงเดียวในบ้านนั้นก็เริ่มต้นขึ้น
ตอนสุดท้ายที่เรานั่งลงคุยกัน ผมเลยรู้ว่าเพื่อนก็เพิ่งลาออกจากงานมาเหมือนกัน เขาต้องการที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เหมือนกันกับผม “เพื่ออนาคตของเรา ดื่ม!” จะเรียกว่าเรียกว่าความโง่เง่าในเวลานั้นก็ได้ พวกเราที่ยังไม่ได้คิดเรื่องภายหน้าอย่างเป็นเรื่องเป็นราว หรือเรื่องที่จะทำอะไรต่อไปจากนี้ เลยไม่สามารถมองเห็นหรือคาดคะเนอะไรนอกเหนือไปกว่าความจริงที่ว่าเรามาอยู่ที่ “โตเกียว” แล้ว และนี่ก็เพียงพอที่จะทำผมเห็นอนาคตที่พร่างพรายไปด้วยความหวัง
ในเมื่อเราต่างก็ตกงานกันทั้งคู่ วันถัดมาพวกเราเลยตกลงที่จะแบ่งเวรกันเป็นกลางวันและกลางคืน แล้วก็หางานชั่วคราวทำ ผมอยู่ช่วงเวลากลางวัน โดยเริ่มทำงานเป็นคนส่งพิซซ่าในร้านพิซซ่าแห่งหนึ่ง
ถึงจะเป็นงานพื้นๆ แค่รับออเดอร์ แล้วก็เอาพิซซ่าไปส่ง แต่ก็ทำให้ผมได้เจอคนมากมายหลากหลายจำพวก ไม่ว่าจะเป็นคุณผู้หญิงที่สวมเสื้อโชว์หน่มน้มออกมารับของ ห้องของคนต่างชาติที่อยู่กันแบบแออัดยัดเยียดเป็นปลากระป๋อง หรือบางครั้ง กดกริ่งเท่าไหร่ คนรับก็ไม่ออกมาเปิดเสียที จนผมอารมณ์เสีย ถีบประตูก็หลายคราว หลังจากที่ถีบประตูจนพออกพอใจแล้ว ปรากฏว่าคนที่เปิดประตูออกมากลายเป็น “ลูกพี่ขาใหญ่” ที่สักลายสักพร้อยไปทั้งตัว…
แต่ก็มีช่วงเวลาที่ผมมีความสุขอยู่เหมือนกัน
จากที่ผมทำงานอยู่ที่ร้านนี้ตั้งแต่วันแรกที่เปิด ทำให้ได้พบกับ อันโตนิโอ อิโนกิซัง1 (アントニオ猪木) และ ยามาโมโต้ โคเท็ตสึซัง2 ( 山本小鉄) ตอนที่พวกเขามาในงานฉลองเปิดร้านใหม่อีกครั้งหลังจากปิดเพื่อซ่อมแซมตกแต่งใหม่ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ผมยังเก็บรักษารูปที่ถ่ายด้วยกันตอนนั้นไว้เป็นสมบัติอย่างดี ถ้าหากว่าเราไม่ได้พบกันตอนนั้นแล้ว การที่อิโนกิซังจะมาในคอนเสิร์ตของผมนั้น คงเป็นเรื่องที่ไกลเกินฝันจริงๆ
บางคราวผมได้รับออเดอร์จากสำนักงานใหญ่ของบริษัทที่ผมลาออกเมื่อครั้งที่ทำงานอยู่ที่นางาซากิ สำนักงานนั้นอยู่ในตึกหนึ่งในย่านหมู่ตึกระฟ้าในเขตชินจูกุ (Shinjuku Skyscraper District) “ว้าว นี่คือโตเกียวที่สุด ” ผมรู้สึกได้อย่างนั้น จนกระทั่งส่งพิซซ่าเสร็จและเตรียมตัวจะกลับ
มันหายไปแล้ว
มอเตอร์ไซด์หายไป
ผมเดินหาไปจนทั่วตึกใหญ่โตมหึมานี้รอบที่หนึ่ง รอบที่สอง ก็ยังหามอเตอร์ไซด์ของผมไม่เจอ
“โตเกียวก็มีโจรขโมยรถด้วยเหรอเนี่ย….” ผมรู้สึกทั้งสับสนงงงวยแล้วก็โมโห แต่…เดี๋ยวสิ!
ในขณะที่ค่อยๆ เรียกสติกลับมานั้น ผมนึกขึ้นมาได้ว่าไม่ได้จอดรถไว้ที่นี่ ที่นั่นน่าจะเป็นชั้น G/F
แต่ที่ผมมาเดินหาอยู่ซะทั่วนี่คือชั้น 1/F…
“เป็นแบบนี้ได้ไง เราโดนเมืองนี้เล่นตลกอยู่หรือเนี่ย แม้กระทั่งเมืองนี้ก็ยังดูถูกเรา…!”
ช่วงเวลาที่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังหมดท่านั้น ทำให้ผมอยากจะเหวี่ยงอารมณ์เข้าใส่ใครสักคน ผมไม่สามารถระงับความโกรธที่ไม่รู้จะหาเป้าระบายใส่ที่ไหนได้อีกต่อไป
พวกที่ทำงานเรียกผมว่า “นางาซากิคุง” ด้วยความเชื่อในทัศนคติในการทำงานที่ว่า สดใส และ มีชีวิตชีวา ทำให้ผมมักจะส่งเสียงดังว่า “ครับ! ขอบคุณที่มาใช้บริการครับ” ทันทีที่ได้รับออเดอร์ และเมื่อได้รับคำชมเชยมากขึ้นว่า “กระตือรือร้นดีนะ น่ารักจริง” ผมก็ดีใจมากจนกระทั่งตะโกนเสียงดังขึ้นอีกในวันถัดมา ผมไม่ได้รู้เลยว่านั่นเป็นการล้อเลียนเชิงดูถูกในแบบของโตเกียวว่า…..”พวกบ้านนอก!”
ดังนั้นในวันหนึ่ง ผู้จัดการร้านก็เรียกผมเข้าไปพบ ผมเพิ่งถูกชมไปเมื่อไม่นานมานี้ บางทีอาจจะได้รางวัลอะไรสักอย่างหนึ่ง ผมคิดอย่างตื่นเต้นตอนที่เข้าไปพบเขา แต่แล้วผู้จัดการร้านก็พูดออกมาอย่างง่ายๆ ชัดเจนว่า
“ไม่ต้องมาทำงานที่นี่อีกแล้วก็ได้นะ นายไม่เหมาะกับภาพลักษณ์ของร้านเรา!”
“…พวกนายเห็นฉันเป็นตัวตลกหรือไง? ฉันก็ไม่ได้มุ่งหน้ามาจากนางาซากิ เพื่อมาส่งพิซซ่าในโตเกียวนี่หรอกนะ!”
ภาพในหัวของผม คือ กำลังตะโกนใส่หน้าเขาแบบนี้
“ครับ ผมเข้าใจ…”
ภาพในความเป็นจริง ผมทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากยอมรับความจริงที่ว่า ผมเพิ่งถูกไล่ออกจากงาน
และนั่นก็เป็นเรื่องที่ทำให้ผมตกงานหลังจากที่ทำมาได้แค่เพียง 3 เดือนเท่านั้น แต่ไม่ว่ายังไง สิ่งที่ต้องทำก็คือหางานใหม่อย่างเร็วที่สุด ซึ่งคงไม่ใช่อะไรที่เกี่ยวกับการส่งพิซซ่าอีกแล้วในตอนนี้ น่าจะเป็นอะไรสักอย่างที่ใช้แรงกายมากกว่า ผมอยากจะใช้ความพยายามทั้งหมดที่ผมมีอยู่ และก็ด้วยเหตุนี้เองชีวิตของผมเลยเริ่มห่างไกลออกจากบรรดาสาวสวย แล้วก็แสงสีในโตเกียว เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง ตอนนั้นผมนึกหนทางไปไม่ออกเลย ทำได้เพียงมองดูรูปที่ถ่ายคู่กับอิโนกิซัง และกำหมัดกระชับแน่นเข้าไว้เพื่อหาเงินมาเลี้ยงตัวเองให้ได้ในมื้อถัดไปเท่านั้น
และดนตรีของผม
ยังไม่แม้แต่จะเริ่มต้น
* * * * *
หลังจากที่ถูกไล่ออกจากงานส่งพิซซ่าในเวลาเพียงแค่ 3 เดือน ผมฝึกตัวเองให้ลองมองในแง่ดีว่า “งานแบบนั้นคงไม่เหมาะกับเราจริงๆ” แล้วก็หันไปหางานที่ต้องใช้แรงงานแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมตั้งใจว่าจะทำต่อไป
แน่นอนว่า ไม่มีสักครั้งที่ผมคิดอยากกลับนางาซากิ
งานต่อไปที่ผมเลือกทำก็คือ บริษัทรับขนย้าย ผมต้องขนท่อเหล็ก และก็ประกอบนั่งร้านโลหะในบริเวณที่ก่อสร้าง ฐานรากของตึก J-wave เก่า ก็เป็นฝีมือของผมอย่างแท้จริง อาทิตย์แรกเป็นไปด้วยดี เงินค่าแรงที่ผมได้ในแต่ละวันมากเพียงพอที่จะทำให้ผมอยู่ต่อไปได้ แต่หลังจากนั้นก็มีเหตุบางอย่างให้นายจ้างหยุดจ่ายค่าแรงเอาดื้อๆ ในสัปดาห์ถัดมา เมื่อคิดได้ว่าต้องมีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นและควรจะไปถามให้รู้แน่ ผมจึงได้รวบรวมความกล้าและเข้าไปที่ออฟฟิศ ใครบางคนมาถึงก่อนหน้านั้นแล้วที่นั่น…. ด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยสักลายพร้อย “ลูกพี่ขาใหญ่” อีกแล้ว
“อย่ามาอ้างนะเว้ย…” ‘ลูกพี่ใหญ่’ ตะคอกเสียงดัง ในขณะที่หัวหน้างานพยายามที่จะให้พี่แกยอมรับคำขอโทษ ก่อนจะจัดการซ้อม ฉวยโอกาสจากสถานการณ์นี้เอง ทำให้ผมสามารถได้เงินค่าแรงคืนมาด้วย แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ผมก็ต้อง ‘หาเลี้ยงปากท้อง’ หลังจากที่เพิ่งอับโชคจากบริษัทขนย้ายมาหมาดๆ ผมก็ตัดสินใจย้ายไปทำงานที่โรงงานไม้ที่อยู่ใกล้ๆ กันนั้น และหลังจากนั้นไม่กี่เดือน โรงงานแห่งนั้นก็เป็นที่ที่ผมพูดได้ท้ายที่สุดแล้วว่า ชีวิตของผม ‘เป็นหลักเป็นแหล่ง’ ได้บ้างแล้ว
ในช่วงเวลาเหล่านี้ บทเพลงหนึ่งที่ทำให้ผมเดินต่อไปข้างหน้าได้คือ Machi wa kyo mo ame sa (街は今日も雨さ) ของ ซีออนซัง3
“ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ลายนิ้วมือฉันค่อยๆ สึกกร่อนลงเรื่อยๆ ล้างจานอย่างเดียวจนนิ้วเปื่อย เพียงเพื่อเงิน 3,200 เยน”
ถ้อยคำเหล่านี้ สร้างกำลังใจให้กับเหล่าผู้คนที่เพิ่งเข้ามาแสวงโชคในเมืองได้เสมอ
“ตอนที่เราส่งพิซซ่าอยู่นั้น ยังได้ตั้ง 4,000 เยน มากกว่าซีออนซังซะอีก…” แม้กระทั่งตอนนี้ เมื่อผมได้ยินเพลงนี้อีกครั้ง ก็เหมือนเรียกเอาความทรงจำในเดือนปีเหล่านั้นกลับมา ทั้งอารมณ์ ความรู้สึก และการกระเสือกกระสนดิ้นรนของผม ผมระลึกได้ถึงความมุ่งมั่นของตัวเองในช่วงเวลาเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี
“เพราะบทเพลงนี้เอง ที่ทำให้ผมสามารถอดทนต่อไปได้” คำกล่าวนี้ไม่ได้เกินจริงไปเลย
とりあえずは食うことさ First, to feed myself,
新聞の広告で仕事を拾った I found a job from a newspaper ad
朝から晩まで指紋がすりきれるほど From morning to night, my fingerprints have worn off
皿を洗いつづけてたったの3200円 This continuous dish-washing, only gets me ¥3,200
つぶれかけたスナックの裏にある Underneath all the snacks
かび臭い部屋 俺のねぐら A musty smelly house, that’s my home
なにが都会の気ままな暮らしだ Is this the slipshod life of a city
それどこじゃねぇ まったくそれどこじゃねぇ I’ve gone off-track, totally off track
街は今日も雨さ It’s raining in this city today
びしょ濡れの心の向こうに My heart feels drenched out
標識がかすんでみえる The signs are misted and unclear
街は今日も雨さ It’s raining in this city today
今日が昨日のくりかえしでも Today repeats yesterday
明日が今日のくりかえしでも Tomorrow repeats today
今日が昨日のくりかえしでも Today repeats yesterday
明日が今日のくりかえしでも Tomorrow repeats today
แน่นอนว่า ดนตรีของผมยังคงไม่ได้เริ่มต้น
ผมไม่มีแม้กระทั่งสมุดโน๊ตในเวลานั้น เนื้อเพลงทั้งหมดก็เลยเขียนอยู่บนแผ่นพับบ้าง หรือใบประกาศโฆษณาบ้าง ถ้อยคำที่ผมเขียนลงไปใต้สภาวะการณ์แบบนั้น “ภายใต้ควัน (พิษ) พวกเราทั้งหลายได้เกิดมา…” ก็แทบไม่มีค่าพอจะเอ่ยถึง
แต่ถึงอย่างนั้นตอนนี้ผมก็อยู่ที่โตเกียว และก็กำลังเข้าใกล้ดนตรีของผมไปทีละก้าว
เมื่อลองคิดดูแล้ว ที่นี่ ก่อนที่ผมจะได้จับกีต้าร์ สิ่งที่ผ่านมือเข้ามา…พิซซ่า….ท่อเหล็ก….ไม้ เห็นได้ว่าล้วนแต่ใกล้เคียงกับกีต้าร์เข้ามาเรื่อยๆ
บางทีสิ่งที่จะผ่านเข้ามาต่อไป อาจจะเป็นกีต้าร์ก็ได้กระมัง
1 Antonio Inoki (1943-) นักยกมวยปล้ำมืออาชีพชาวญี่ปุ่น
2 Yamamoto Kotetsu (1941-) นักมวยปล้ำมืออาชีพชาวญี่ปุ่น
3 SION นักร้อง, นักแต่งเพลง แนว Blues-Rock ชื่อดังชาวญี่ปุ่น
This is a Thai version of the article translated in English by izumisano at MashaPlus [dot] Info Forums from original Japanese article translated into Chinese by Midori at Fukuyama Honne (Articles 397, 398, 399 & 400)
The English version is available here Part 1 & Part 2

“ภายใต้ควัน(พิษ)พวกเราทั้งหลายได้เกิดมา…” ก็แทบไม่มีค่าพอจะเอ่ยถึง
ประโยคนี้โดนมากค่ะ น้ำตาซึมเล็กๆ >_<