Chiyuu Medical Knowledge Magazine (2009.01) Part 2
Talking with Kodama Kiyoshi
F = Fukuyama K = Kodama
K: ช่วงที่ถ่ายเรื่อง “Bijo ka Yaju” ดูเหมือนว่าตอนอยู่ที่สตูดิโอเราจะคุยเรื่องโอลิมปิคด้วยกันใช่ไหม? ผมชอบรูปที่คุณถ่ายตอนโอลิมปิคปี 2000 มากๆ แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ในการถ่ายภาพของคุณจริงๆ แล้วพอผมพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา คุณก็ชวนผมว่า “ผมจะได้ไปถ่ายรูปโอลิมปิคที่ใกล้จะถึงนี้ที่เอเธนส์ ไปด้วยกันเถอะครับ!”
F: ครับ! ผมจำได้ดีเลย “ความฝันของผมก็คือ ได้ไปปรากฏตัวในโอลิมปิค สักครั้งหนึ่งก็ยังดี” ผมจำได้ว่าตอนนั้นโคดามะซังพูดแบบนี้ โคดามะซังอยู่ในวงการมายาวนานมาก มีผลงานมาแล้วมากมาย ไม่ใช่แค่ละครโทรทัศน์รวมไปถึงงานบันเทิงด้านอื่นๆ ด้วย แล้วทำไมงานเกี่ยวกับโอลิมปิคถึงไม่มาเฉียดคุณสักที ตอนนั้นนะฟังแล้วผมออกจะเคืองแทน (หัวเราะ)
K: ใช่ ไม่มีอะไรแบบนั้นเลย (หัวเราะ)…..แต่ว่าผมดีใจมากเลยนะที่คุณบอกว่า “ไปเอเธนส์ด้วยกันเถอะ!” ถึงตอนนั้นจะคิดว่าคุณคงแค่ชวนรับมุกไปยังงั้นเอง จนอีกหนึ่งปีครึ่งให้หลัง ผมก็ได้รับเชิญให้ไปจริงๆ เล่นเอาผมงงไปเลย พวกเขาเชิญให้ผมไปเป็นผู้บรรยายภาพรับเชิญ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องไปในสถานที่จริงด้วยก็ได้ แต่พวกเขาก็จัดแจงให้ผมไปเอเธนส์ด้วย ซึ่งมาจากความเอื้อเฟื้อของฟุคุยาม่าซัง ผมรู้สึกขอบคุณมากจริงๆ คุณทำอะไรหลายอย่างให้สำเร็จได้ ไม่ใช่แค่ตัวเอง แต่ว่ายังช่วยให้คนอื่นบรรลุถึงความฝันได้ด้วย
F: ถึงจะเป็นเวลาสั้นๆ แต่ว่าช่วงทีได้ใช้เวลากับโคดามะซังที่เอเธนส์นี่ถือว่าเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับผมมากครับ
K: ตอนที่อยู่ที่โอลิมปิคนั้น ที่ฟุคุยาม่าซังติดตามอยู่ตลอดก็คือ ทีมซอฟต์บอลหญิง คุณเคยเล่นซอฟต์บอลมาก่อนด้วยใช่ไหมตอนเด็กๆ
F: ใช่ครับ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ผมเคยเล่นมาก่อน ก็เลยรู้สึกสนใจมาก
K: เหรียญเงินที่ซิดนีย์ ทองแดงที่เอเธนส์ แล้วก็เหรียญทองจนได้ที่ปักกิ่ง!
F: ตอนที่ทีมซอฟต์บอลหญิงญี่ปุ่นได้เหรียญทองนั้น อารมณ์ของโคดามะซังตอนส่งเมล์มาหาผมนี่แบบว่า….(หัวเราะ)
K: เอ้า ผมก็เต้นไปตามคุณที่เชียร์พวกเขาอยู่นั่นแหล่ะ ยูกิโกะ อุเอโนะมือพิทเชอร์ (ขว้างบอล) นี่ได้ใจผมไปเลย! เธอขว้างไปกี่ลูกนะตอน 2 วันสุดท้ายของเกมส์?
F: 413 ลูกครับ! เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญเลย ที่ต้องมีสมาธิแล้วก็ขว้างลูกไปให้แม่นยำที่สุดครั้งแล้วครั้งเล่าแบบนั้นนี่ไม่ใช่ของที่ทำได้ง่ายๆ เลยนะ ผมรู้สึกว่าเธอสุดยอดมาก! นักกีฬาชั้นแนวหน้าจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ใจเป็นสมาธิจนกระทั่งก้าวผ่านขีดจำกัดของตัวเองได้ สำหรับอุเอโนะซังมือพิชเชอร์ ผมเชื่อว่าจะต้องมีช่วงเวลานั้นสักครั้ง ผมเชื่อว่าเธอต้องสามารถก้าวไปได้ถึงจิตใจตรงนั้น ที่ความรู้สึกทั้งหมดกลายเป็นความสุขในการขว้างลูกออกไป เพลิดเพลินกับความตื่นเต้นในเกมส์กีฬาที่อยู่ตรงหน้านี้เท่านั้น
K: ฟังคุณพูดแบบนี้แล้วนึกถึงตอนอยู่เอเธนส์ ผมชื่นชมกับวิธีการทำงานของคุณมาก ไม่ใช่แค่ซอฟต์บอลแต่ในทุกการแข่งขันที่สถานการณ์พลิกผันอย่างทันทีทันใด หรือ จังหวะเกมส์เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว นั่นเป็นเรื่องปกติที่เห็นได้เด่นชัดแน่นอนเลยในการแข่งกีฬาใช่ไหมครับ ผมเห็นว่ารูปถ่ายหลายๆ ใบของฟุคุยาม่าซังสามารถจับช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงนั้นได้
F: ผมชอบความรู้สึกตอนเผชิญหน้ากับช่วงเวลานั้นครับ! เหมือนกับว่าผมได้ไปอยู่ตรงจุดนั้นร่วมกับนักกีฬาด้วย กำลังก้าวผ่าน “เสี้ยววินาที” นั้นด้วยกัน
K: เป็นความสังเกตที่น่าทึ่งมาก ผมคิดว่าคุณมีความสามารถในการจับอารมณ์คนดูตอนเล่นคอนเสิร์ตนะ ต้องเป็นพรสวรรค์ที่ติดมาแน่ๆ
F: คงไม่ขนาดนั้นครับ คิดว่าเป็นการฝึกฝนจากการเล่นคอนเสิร์ตมากกว่า บางทีผมก็รู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวในอารมณ์ของผู้ชม รู้สึกได้ตอนที่ร้องเพลงหรือเล่นดนตรีอยู่ แต่วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะคุมอารมณ์คนดูในคอนเสิร์ตได้คงเป็นช่วงพูดคุยกับผู้ชมครับ ตอนที่ผมพูดกับคนฟังนั้น เป็นโอกาสดีที่ได้ฝึกฝนอย่างแท้จริง เหมือนกับนักการเมือง ที่คุณภาพของการพูดเป็นตัวกำหนดความสำเร็จ!
K: มีคนมาดูคอนเสิร์ตมากมาย เป็นหมื่นๆ บางทีก็หลายๆ หมื่น คงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ต้องร้องเพลงต่อหน้าคนดูเยอะๆ ขนาดนั้น
F: ผมมักจะบอกตัวเองอยู่เสมอว่า “คนดูหลายหมื่นที่อยู่ตรงหน้านั้นเหมือนเป็นคนๆ เดียว” ตอนนั้นผมไม่ได้เห็นว่าคนดูเยอะเป็นหมื่นแล้วครับ แต่มองว่าเป็นผู้ชมกับผมเอง เหมือนเป็นการสื่อสารกันระหว่างคนๆ หนึ่งกับคนอีกหนึ่งคน ตัวต่อตัว นี่เป็นสิ่งที่ผมคิดไว้เลยตอนที่ยืนอยู่บนเวที
K: ผมเห็นแบบนั้นด้วย ตอนที่ทีมซอฟต์บอลหญิงได้เหรียญทอง พวกเขา 10 คนจับมือกันเป็นวงกลมหนึ่งเดียว ฟุคุยาม่าซังรู้จักคุ้นเคยกับทีมซอฟต์บอลหญิงมาเป็นเวลานานเลยทีเดียว
F: ใช่ครับ อุทสึกิหัวหน้าโค้ชส่งเมล์มาหาผม อยากให้ผมจัดงานเลี้ยงฉลองที่ได้เหรียญทองให้ ขอเป็นเลี้ยงยากินิคุ (เนื้อย่าง) ทั้งทีม ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยนะนั่น เพราะดุจากทั้งทีมแล้วผมว่าแต่ละท่านคงต้องคิดเป็นสามเท่าของปกติสำหรับหนึ่งคน แต่ถ้าขืนผมพูดอะไรทำนองว่าสงสัยต้องมองหาร้านที่มันถูกๆ หน่อยแล้ว คงโดนเธอกัดหัวหลุดแน่! (หัวเราะ)
K: ผมเพิ่งรู้สึกว่าคนที่เล่นกีต้าร์ได้นั้นดูแล้วน่าทึ่งมากจริงๆ จากใจเลย ตอนที่ผมฟัง CD ของคุณ ผมก็คิดไปว่าคุณต้องกำลังสนุกสุดเหวี่ยงกับตัวเองอยู่แน่ๆ ที่สามารถเล่นกีต้าร์ได้อย่างใจปานนั้น แต่ผมไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเป็นยังงั้นหรือเปล่านะ นี่เป็นแค่มุมมองของคนธรรมดาอย่างผมเท่านั้น
F: สำหรับผมแล้วไม่ง่ายอย่างนั้นเลยครับ แต่ผมก็ดีใจจริงๆ ที่คุณพูดแบบนี้
K: นอกจากนี้แล้ว คุณไม่เคยคาดหวังมาก่อนเลยใช่ไหมเรื่องที่ต้องมาเป็นนักแสดง แม้กระทั่งตอนที่คุณประสบความสำเร็จในการแสดงแล้วแบบนี้
F: ไม่เคยมีความคิดเรื่องเป็นนักแสดงมาก่อนเลยครับ การแสดงนี่เป็นอีกโลกหนึ่งที่แตกต่างออกไปสำหรับผมเลยนะ ตอนที่ผมเดบิวต์นั้น ไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้แสดง เอาแค่ในโฆษณา ก็นึกภาพตัวเองไม่ออกแล้วว่าตอนขายของนั้นจะเป็นยังไง
K: ชิมาดะ ชินสึเกะ เคยพูดเกี่ยวกับคุณไว้ว่า “หนึ่งในคนที่มีอิทธิพลต่อผู้หญิงญี่ปุ่นมากที่สุดคือ ฟุคุยาม่า มาซาฮารุ” (หัวเราะ)
F: ไม่หรอกครับ นั่นแค่มุกกระตุ้นผู้ชมของชินสึเกะซังเท่านั้นเอง (หัวเราะ)
K: แต่ศิลปินที่นั่งอยู่ตอนนั้นทุกคนพยักหน้าหงึกหงักกันหมดเลยนะ! น่าทึ่งมาก ถ้าเอ่ยชื่อคุณขึ้นมาเมื่อไหร่ สาวๆ จะหน้าบานขึ้นมาทันที อยากรู้จริงๆ ว่าทำไม? ผมคิดว่าเสน่ห์ของคุณที่ดึงดูดใจสาวๆ น่าจะเป็นเพราะคุณให้ความรู้สึกแบบสะอาดๆ น่ะ
F: สะอาดๆ หรือครับ? อืมม์ ผมไม่นึกแฮะว่านั่นเป็นความรู้สึกจากตัวผม (หัวเราะ)
K: ไม่รู้เหรอ? (หัวเราะ) คุณอาจจะรู้สึกไม่ได้ว่าเป็นตัวคุณเอง แต่จริงนะ คุณให้ความรู้สึกที่มันสะอาดๆ อย่างหนึ่ง ที่อธิบายไม่ได้เหมือนกัน ถ้าจะหมายถึงว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเรา ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากเหมือนกันใช่ไหม เรียวมะก็ด้วย ผมว่าเขาก็มีภาพพจน์ที่ให้ความรู้สึกว่าใสสะอาดอยู่นะ ไม่อย่างนั้นแล้วคงไม่จับใจคนได้ขนาดนั้น
F: ครับ ตามที่คุณพูดเลย เรียวมะน่าจะให้ความรู้สึกแบบซื่อๆ สะอาดๆ อย่างนั้น
K: มาจนถึงตอนนี้ ฟุคุยาม่าซังเคยเล่นเป็นทั้งหมอ นักวิทยาศาสตร์ และ ผู้กำกับรายการทีวี ถ้าตัดเรื่องความแตกต่างของแต่ละบทบาทออกไป ทั้งหมดนี้มักจะให้ความรู้สึกที่ดูแล้วมาดดี ดูแล้วกระจ่างใสน่ะ ผมคิดว่าจริงๆ แล้วมาจากสิ่งที่อยู่ข้างในของตัวคุณ หรือพูดอีกอย่างก็คือ เสน่ห์ที่มีอยู่แล้วในตัวคุณออกมาในบทที่คุณได้รับอย่างมีชีวิตชีวา พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ฟุคุยาม่าซังเป็นนักแสดงแบบไหนไหนครับ ระหว่างการคิดภาพลักษณ์และคาแรคเตอร์ของบทบาทที่ได้รับมาแล้วล่วงหน้า หรือว่าสร้างขึ้นเดี๋ยวนั้นเลยตามอารมณ์ในขณะแสดง
F: ถ้าจะให้พูดนะครับ สิ่งที่ผมหวังไว้ก็คือ อยากให้ผู้กำกับบอกเล่ารายละเอียดและสิ่งที่เขาคิดเอาไว้ทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร แล้วผมก็จะได้เล่นให้เป็นไปตามนั้น เหมือนกับการสร้างบ้าน ถ้าเจ้าของบ้านเป็นผู้กำกับ ผมก็เป็นส่วนหนึ่งของคนงานในการสร้าง “บ้าน” ตามแนวทางของแบบแปลนที่เขียนขึ้นโดยเจ้าของบ้าน จริงๆ แล้ว จะไม่ค่อยได้ยินคำบอกประมาณว่า “ผมอยากให้คุณทำแบบนี้…” สักเท่าไหร่นักหรอก ซึ่งการที่ไม่มีรายละเอียดในการแสดงมาให้นี่ จะเป็นเรื่องที่ไม่ถนัดสำหรับผมเท่าไหร่
K: หมายความว่าตัวผู้กำกับเป็นองค์ประกอบสำคัญหนึ่งที่ทำให้คุณตัดสินใจว่าจะรับเล่นบทนั้นๆ หรือไม่?
F: ถูกต้องครับ นั่นเป็นเรื่องหนึ่งที่ผมต้องพิจารณาด้วยจริงๆ ว่า “ถ้าทำงานกับคนๆ นี้แล้ว ผมจะสามารถสร้างงานออกมาได้ไหม?”
K: ซึ่งถ้าหากว่าคุณตกลงที่จะร่วมงานแล้ว คุณก็จะพยายามทำตามที่ผู้กำกับต้องการให้ได้ใช่ไหม? ตอนที่เราถ่ายเรื่อง “Bijo ka Yaju” ด้วยกันนั้น ผมไม่เคยเห็นคุณไม่เห็นด้วยกับผู้กำกับเลย นั่นเป็นเพราะว่าคุณได้พูดคุยทำความเข้าใจกับเขามาก่อนหน้านั้นอย่างหนักแล้วหรือเปล่า?
F: ถ้าไม่ทำตามแผนที่วางไว้ งานก็จะไม่เสร็จนะครับ แล้วเหตุผลที่ว่าทำไมจึงมีข้อโต้แย้งระหว่างกัน นั่นก็เพราะว่าเราไม่ได้มีมุมมองร่วมกันมาตั้งแต่แรก ซึ่งถ้าหากว่าเป็นคนที่ไม่สามารถที่จะมีความเห็นไปด้วยกันได้ ผมคงไม่ให้มีโอกาสได้ร่วมงานกันตั้งแต่แรกแล้วครับ (หัวเราะ) เพราะถ้าพวกเขาแนะนำผมไม่ได้เรื่องที่ว่า “ผมสงสัยจริงๆว่า ภาพที่คุณวาดไว้ในหัวนั้นมันเป็นยังไง ผมอยากจะรู้ จะได้เล่นออกมาตามนั้นได้” ผมก็ไม่คิดว่าเราจะทำงานด้วยกันได้
K: อ่า คุณพูดได้ชัดเจนแจ่มแจ้งดี อีกอย่างหนึ่ง ตอนนี้คุณรู้สึกสนุกกับงานเป็นนักแสดงบ้างหรือเปล่า? ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้จะแตกต่างไปเล็กน้อย
F: ครับ รู้สึกสนุกอยู่ครับ ถึงจะดูแปลกสำหรับผมที่จะพูดอย่างนี้ก็เถอะ แต่ผมพบว่ามันก็น่าสนุกดีที่ทำให้คนที่ได้ดูผมแสดงคิดว่า(ผม)เป็นแบบนั้นจริงๆ
K: ความเข้าใจผิดที่ตกเป็นของพวกเราตอนนี้ใช่ไหม? (หัวเราะ) คุณแปลมันออกมาในแง่ที่ดีนะ!
F: คนส่วนใหญ่มักมองบุคคลิกของตัวละครแล้วก็เอามันซ้อนทับลงบนตัวของนักแสดง ตอนที่เริ่มแสดงใหม่ๆ นั้น ผมรู้สึกเหมือนตัวเองถูกจับยัดลงกล่องให้มีภาพพจน์แบบใดแบบหนึ่ง ซึ่งผมไม่ชอบ ต่อมาผมเริ่มรู้สึกว่ามันกลายเป็นเรื่องน่าสนุกมากกว่า ตอนที่ผมเล่นเป็นผู้ชายแสนดี คนก็มักจะคิดว่าตัวผมเองต้องเป็นคนดีแน่ๆ เหมือนกับว่าผมสามารถหลอกลวงคนอื่นได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องทำอะไรผิด เป็นเรื่องสนุกอย่างหนึ่ง (หัวเราะ)
K: จะพูดอย่างงั้นก็ได้ อาชีพนี้น่ะ ง่ายมากๆ สำหรับนักแสดงที่จะถูกเข้าใจผิด (หัวเราะ) แต่ผมคิดว่าก็มีคนที่พอใจกับความเข้าใจผิดนี้อยู่นะ ในขณะที่บางคนก็คิดว่าเป็นเรื่องร้ายแรงที่ต้องเผชิญเข้ากับความเข้าใจผิดอันนี้ แต่ดูเหมือนว่าฟุคุยาม่าซังมองมันในแง่ดี และคิดในทางบวก
F: พอผมค้นพบความสนุกที่มีอยู่ได้ ผมก็เข้าใจได้ถึงความรื่นรมย์ที่มีในตัวงานครับ ซึ่งออกจะค้นเจอได้ยากสักหน่อย แล้วผมก็คิดว่าคนที่เข้าใจผมผิด ก็น่าจะมีความสุขในความเข้าใจผิดอันนั้นอยู่ด้วย!
K: ความคิดนี้เกิดขึ้นตอนไหนครับ? เป็นตอนที่คุณโด่งดังไปทั่วจากบทบาท “Chiinii-chan” (พี่รอง) ในละครเรื่อง “Hitotsu Yana no Shita” (Under the same roof, 1+5 มารักกันเถอะ) หรือเปล่า ที่คุณเริ่มจะวางกรอบความคิดนี้?
F: ไม่ใช่ตอนนั้นครับ ช่วงนั้นผมรู้สึกแย่มากเลย มีอยู่เรื่องหนึ่ง… “Hitotsu Yane no Shita” นี่ในละครจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวที่ชักหน้าไม่ค่อยจะถึงหลังกันนัก ตอนนั้นผมพักอยู่ที่อพาร์ตเม้นต์แห่งหนึ่ง แล้วเพื่อนบ้านที่เป็นนักเรียนสาว ม.ปลาย มักจะเอาโน่นเอานี่มาให้ผมอยู่บ่อยๆ เธอทำงานพิเศษอยู่ที่ร้านขายซูชิ ก็จะเอาซูชิที่เพิ่งหมดอายุหมาดๆ แล้วทางร้านเก็บลงมาแขวนไว้ที่ประตูห้องผม พร้อมกับโน๊ต “ฉันเอานี่ให้ Chiinii-chan ไว้กินนะคะ” (หัวเราะ) “ใครๆ ก็คิดว่าเราไม่มีเงินหรือนี่!” ผมช็อคมากเลยที่เห็นความเข้าใจผิดอันนี้ในตอนนั้น! (หัวเราะ) แต่แน่นอนว่ามีความรู้สึกขอบคุณอยู่ด้วย เพราะซูชินั่นอร่อยมาก!
K: เป็นเรื่องที่ฟังแล้วน่ารักอบอุ่นมาก (หัวเราะ) และก็เพราะประสบการณ์เหล่านี้กับระยะเวลาที่ผ่านมาทำให้เรามีฟุคุยาม่าซังที่เป็นแบบทุกวันนี้ ถ้าหากว่าคุณมองย้อนกลับไปใน 20 ปีที่ผ่านมา จะรู้สึกเหมือนกับว่านี่กลายเป็นชีวิตอีกแบบไปเลยหรือเปล่า?
F: มากกว่าจะพูดถึงเรื่องงาน ผมอยากจะขอบคุณแต่ละเรื่อง หรือทุกๆ เรื่องน่าทึ่งที่ผมได้พบเจอ และเพราะว่าผมมีโอกาสได้รู้จักกับรุ่นพี่หลายๆ คนที่ผมชื่นชม อย่างโคดามะซัง หรือ ลิลี่ซังเป็นต้น ผมคิดว่าโคดามะซังเป็นคนที่เท่ห์มาก และจากการที่ได้พูดคุยกันอย่างใกล้ชิดนั้นผมก็พบว่าโคดามะซังมีจิตใจแข็งแกร่งเด็ดเดี่ยวมากครับ (หัวเราะ)
K: ฮ่า ฮ่า ฮ่า! นี่ผมยังไม่ได้กระชากหน้ากากออกเหรอ? จริงๆ แล้วผมเป็นพวกหัวดื้อมากกว่า (หัวเราะ)
F: งั้นก็เพราะความหัวดื้อของโคดามะซังนี่แหล่ะครับที่ทำให้คุณก้าวหน้าในวงการนี้มาได้เป็นหลายสิบปี คุณเป็นพิธีกรรายการเกมส์โชว์อมตะนิรันดร์กาลอย่าง “Attack 25″ มาจนทุกวันนี้ ในวงการบันเทิงที่ไม่แน่นอนนี้ ถึงแม้ว่าจะมีความสามารถมากแค่ไหน ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่รับประกันได้ถึงความนิยม เพื่อที่จะดำรงอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมแบบนี้นั้นไม่ง่ายเลย แต่สุดท้ายแล้ว คุณก็ยังสามารถอยู่ได้ในแบบที่เป็นตัวของคุณเอง และความเป็นมิตรของคุณก็ช่วยให้คุณหาทางไปได้ นี่คือ สิ่งที่ผมเรียนรู้จากโคดามะซังครับ
K: คุณชมผมเกินไป! ที่ผมทำๆ มาก็คือ ดื้อแพ่งมุ่งไปข้างหน้าตามทาง พอรู้ตัวอีกที อายุก็ปาไปเท่านี้แล้ว….
F: ผมก็รู้สึกว่าพ่อผมคงเป็นแบบนี้เหมือนกัน แม้ว่าเอาเข้าจริงแล้วผมเองก็นึกไม่ออกว่าพ่อจะใช้ชีวิตแบบไหน สิ่งที่สำคัญสำหรับพ่อก็คือแค่เอาตัวรอดแล้วก็ไปต่อได้ก็พอแล้ว (หัวเราะ) ในแง่นี้ ผมเองก็ถูกดึงดูดมาตามทางนี้ด้วยเหมือนกัน
K: โอ้ ผมดีใจมากที่คุณรู้สึกว่าผมเหมือนกับพ่อคุณ อันที่จริงแล้วอายุเราก็ห่างกันประมาณพ่อลูกพอดี แต่เวลาที่ผมอยู่กับฟุคุยาม่าซัง ผมไม่รู้สึกถึงช่องว่างระหว่างวัยนี้เลยนะ ปกติแล้วคนที่เป็นนักร้องหรือท็อปสตาร์ คุณจะเห็นว่าเขาจะวางมาดบางอย่าง หรือ มีความคิดว่า “ฉันแตกต่างจากคนอื่น” ที่เป็นแบบนี้ก็อาจจะเป็นเพราะว่าจำเป็นที่ต้องรักษาทัศนคตินี้เอาไว้ตอนอยู่ต่อหน้าผู้คน เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นซุปเปอร์สตาร์จริงๆ แต่ผมมองไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นในตัวคุณเลย คุณเป็นประเภทที่ว่าอยู่ดีๆ ก็สามารถจะโผล่มายืนข้างๆ ใครสักคนโดยที่ไม่ได้อวดอ้างเลยว่าคุณเป็นใคร ไม่ได้ทำตัวเป็นจุดเด่นให้สังเกต จนเขาชวนคุยนอกเรื่องด้วย! บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าคุณเองก็มีความเป็นผู้ใหญ่อยู่มาก เลยกลายว่าผมทำให้คุณเป็นพี่ชายคนโตของผมไปซะนี่
F: ไม่ครับ ไม่ กลับกัน ผมเองแหล่ะที่ชอบทำให้โคดามะซังต้องพูดเรื่องโน้นเรื่องนี้นอกเรื่องอยู่บ่อยๆ (หัวเราะ)
K: คุยกันทีไรไม่เคยนึกถึงเรื่องเวลาสักที กลายเป็นว่าเราเหมือนเป็นพี่น้องกันมากกว่าพ่อลูก เอาน่า ตราบใดที่ผมไม่มองหน้าตัวเองในกระจก ตราบนั้นผมก็ยังรู้สึกว่าหนุ่มอยู่ (หัวเราะ)
F: (หัวเราะ) ใช่แล้วครับ โคดามะซังยังดูหนุ่มอยู่เลย!!
K: ขอบคุณมากครับ เป็นช่วงเวลาพูดคุยที่ดีจริงๆ สำหรับวันนี้
~ The End ~
This is a Thai version of the article translated in English by izumisano at MashaPlus [dot] Info Forums from original Japanese article translated into Chinese by Midori at Fukuyama Honne (Articles 4734, 4773, 4793, 4818 & 4826) The English translation is available here Part 2 & Part 3.

Great post!
อุตสาห์แปลมา ขอบคุณมากเลยครับ